
จัดฟันทั้งที แนะนำจัดฟันกับคุณหมอเฉพาะทางดีกว่า
การจัดฟัน (Orthodontics) เป็นทันตกรรมเฉพาะทาง ที่รักษาและแก้ไขการเรียงตัวของฟันที่มีความผิดปกติ และเพื่อความงาม ต้องมีการปรึกษาและวางแผน โดยแพทย์เฉพาะทางจัดฟัน เพื่อรักษาความผิดปกติของการเรียงตัวของฟัน ไม่ว่าจะเป็น ฟันซ้อน ฟันเก การสบฟัน และปัญหาที่เกี่ยวกับขากรรไกรที่ต้องสัมพันธ์กับใบหน้า อาจจะร่วมกับการผ่าตัด ดังนั้นการจัดฟันจึงเป็นการรักษาเพื่อทำให้มีการสบฟันที่ดีขึ้น ฟันเรียงตัวดีขึ้น การบดเคี้ยวมีประสิทธิภาพมากขึ้น การจัดฟันยังทำให้ยิ้มได้อย่างมั่นใจและเสริมบุคลิกภาพให้ดีขึ้น ฉะนั้น อยากจัดฟันทั้งที แนะนำจัดฟันกับคุณหมอเฉพาะทางจัดฟันดีกว่า รวมถึงคลินิกทันตกรรมเฉพาะทางที่ได้มาตรฐานและมีคุณภาพ
สามารถเลือกดูตามหัวข้อนี้ได้เลย
2.จัดฟันแบบเซรามิก ( Seramic braces )
4.จัดฟันใส ( มีหลานแบรนด์ให้เลือก )
|
ฟันแบบไหนควรจัดฟัน ฟันซ้อนเก : ฟันเรียงไม่เป็นระเบียบ ทำให้ทำความสะอาดได้ยาก ฟันกัดคร่อม : ไม่สามารถสบได้พอดีกับฟันล่าง ฟันสบเปิด : เมื่อสบฟันแล้ว มีช่องว่างระหว่างฟันบนกับฟันล่าง ฟันกัดเบี้ยว : จุดศูนย์กลางของฟันบนไม่ตรงกับฟันล่าง ฟันห่าง : มีช่องว่างระหว่างฟันมากเกินไป ฟันบนยื่น - เหยิน : มีลักษณะฟันบนที่ยื่นออกมาข้างหน้ามากเกินไป ฟันล่างยื่น - เหยิน : มีลักษณะฟันล่างที่ยื่นออกมาข้างหน้ามากเกินไป |
รูปแบบของการจัดฟัน แบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก ๆ คือ
1. การจัดฟันแบบติดเครื่องมือ เป็นการจัดฟันที่นิยมมากที่สุดและ แพร่หลาย
2. การจัดฟันแบบไม่ติดเครื่องมือ เป็นการจัดฟันแบบถอดได้ หรือแบบใส ไม่ต้องติดเครื่องมือจัดฟันบนฟัน
1.การจัดฟันแบบติดเครื่องมือ




< จัดฟัน...แบบไหน?...เหมาะสำหรับคุณ > สนใจ คลิก ดูเพิ่มเติม
2.การจัดฟันแบบไม่ติดเครื่องมือ ( เครื่องมือถอดได้ หรือ จัดฟันใส )
หรือเรียกว่า จัดฟันแบบใส เป็นนวัตกรรมการจัดฟันแบบใหม่ เน้นความสวยงามเป็นหลัก เพราะใช้เครื่องมือโปร่งใสช่วยปรับการเรียงตัวของฟัน ซึ่งมองไม่เห็นเครื่องมือ สามารถถอดออกได้ง่ายต่อการรับประทานอาหาร การทำความสะอาด และการใช้ชีวิตประจำวัน
จัดฟันใสทางศูนย์ฯของเรามีแบรนด์ให้เลือกดังนี้

2.1 จัดฟันใส Invisalign การจัดฟันแบบไม่ติดเครื่องมือ เป็นการดัดฟันโดยใช้ Aligner แบบใส ผลิตโดยภายใต้เทคโนโลยีของบริษัท ที่ชื่อว่า Invisalign (อินวิสไลด์) ซึ่งมองไม่เห็นเครื่องมือ สามารถถอดออกได้ การจัดฟันใสสามารถช่วยแก้ปัญหาการเรียงตัวของฟัน ให้มีความเป็นระเบียบสวยงาม โดยไม่ต้องทำการติดยึดวัสดุใดๆ บนฟัน ง่ายต่อการรับประทานอาหาร การทำความสะอาด และการใช้ชีวิตประจำวัน


ขั้นตอนการดูแลรักษาหลังจัดฟัน
1. ใส่รีเทนเนอร์ตามคำแนะนำของทันตแพทย์ : ควรใส่รีเทนเนอร์ทุกวัน ตามระยะเวลาที่ทันตแพทย์กำหนด รีเทนเนอร์มีหน้าที่ช่วยคงสภาพฟันให้อยู่ในตำแหน่งที่จัดไว้ ถอดรีเทนเนอร์เฉพาะตอนทานอาหาร แปรงฟัน และทำความสะอาดรีเทนเนอร์
2. แปรงฟันอย่างสม่ำเสมอ : ใช้แปรงสีฟันขนนุ่ม หัวแปรงเล็ก เหมาะกับการแปรงฟันจัดฟัน แปรงบริเวณตัวฟัน เครื่องมือจัดฟัน และเหงือกอย่างทั่วถึง แปรงฟันหลังทานอาหารทุกมื้อ อย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง และใช้ไหมขัดฟันเพื่อทำความสะอาดซอกฟัน อย่างน้อยวันละ 1 ครั้ง
3. ใช้ยาสีฟันที่มีฟลูออไรด์ : ใช้ยาสีฟันที่มีฟลูออไรด์ช่วยป้องกันฟันผุ และบ้วนปากด้วยน้ำยาบ้วนปากที่มีฟลูออไรด์ วันละ 1-2 ครั้ง
4. พบหมอฟันตามนัดหมาย : พบทันตแพทย์เพื่อตรวจสุขภาพช่องปาก และตรวจสภาพรีเทนเนอร์ อาจแนะนำให้ขูดหินปูน หรือทำความสะอาดฟันเพิ่มเติม
5. หลีกเลี่ยงอาหารแข็ง เหนียว : อาหารแข็ง เหนียว อาจทำให้เครื่องมือจัดฟันหลุด หรือแตกหัก ควรทานอาหารที่นิ่ม หั่นเป็นชิ้นเล็กๆ เคี้ยวช้าๆ
6. ดูแลสุขภาพช่องปาก : หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ เพราะทำให้เกิดคราบพลัก ฟันเหลือง และปัญหาสุขภาพช่องปาก ดื่มน้ำเปล่าให้เพียงพอ อย่างน้อยวันละ 8 แก้ว ทานอาหารที่มีประโยชน์ ครบ 5 หมู่ นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ
3.การจัดฟันร่วมกับการผ่าตัดขากรรไกร (Orthognathic Surgery)
การจัดฟันร่วมกับการผ่าตัดขากรรไกร เป็นวิธีการรักษาที่เหมาะกับผู้ที่มีความผิดปกติของโครงสร้างกระดูกขากรรไกรและฟัน ซึ่งไม่สามารถแก้ไขด้วยการจัดฟันเพียงอย่างเดียวโดยการผ่าตัดจะปรับตำแหน่งของกระดูกขากรรไกรให้เหมาะสม ช่วยให้ใบหน้าสมมาตร การสบฟันดีขึ้น เคี้ยวอาหารได้สะดวก และเพิ่มความมั่นใจ


การผ่าตัดขากรรไกรก่อนจัดฟัน (Surgery First) เป็นวิธีการรักษาที่รวมเอาการผ่าตัดขากรรไกรเข้ากับการจัดฟันเพื่อแก้ไขความผิดปกติของโครงสร้างขากรรไกรและจัดเรียงฟันให้ถูกต้อง วิธีนี้แตกต่างจากวิธีการรักษาแบบดั้งเดิมที่จัดฟันก่อนผ่าตัดขากรรไกร
ข้อดีของการผ่าตัดขากรรไกรก่อนจัดฟัน
• ระยะเวลาการรักษาสั้นลง : โดยรวมแล้ว การรักษาด้วยวิธี Surgery First มักใช้เวลาน้อยกว่าวิธีการรักษาแบบดั้งเดิม เนื่องจากไม่จำเป็นต้องจัดฟันก่อนผ่าตัด
• ผลลัพธ์ที่คาดเดาได้แม่นยำยิ่งขึ้น : ทันตแพทย์สามารถควบคุมตำแหน่งสุดท้ายของฟันได้ดีขึ้น เนื่องจากพวกเขาสามารถวางแผนการผ่าตัดได้ตามตำแหน่งฟันที่ต้องการ
• การฟื้นฟูที่เร็วขึ้น : ผู้ป่วยมักฟื้นตัวจากการผ่าตัดได้เร็วขึ้น เนื่องจากไม่จำเป็นต้องผ่าตัดสองครั้ง
• ความเจ็บปวดน้อยลง : ผู้ป่วยมักรู้สึกเจ็บปวดน้อยลงหลังการผ่าตัด เนื่องจากมีการผ่าตัดเพียงครั้งเดียว
• การลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อน : การผ่าตัดเพียงครั้งเดียวช่วยลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นจากการผ่าตัดสองครั้ง
ขั้นตอนของการผ่าตัดขากรรไกรก่อนจัดฟัน
1. การปรึกษา : ผู้ป่วยจะปรึกษากับทันตแพทย์จัดฟันและศัลยแพทย์ขากรรไกรเพื่อหารือเกี่ยวกับแผนการรักษา
2. การวางแผนการรักษา : ทันตแพทย์จัดฟันจะสร้างแบบจำลอง 3 มิติของขากรรไกรของผู้ป่วย ศัลยแพทย์ขากรรไกรจะใช้แบบจำลองนี้เพื่อวางแผนการผ่าตัด
3. การผ่าตัด : ศัลยแพทย์ขากรรไกรจะผ่าตัดเพื่อปรับโครงสร้างกระดูกขากรรไกรของผู้ป่วย
4. การพักฟื้น : ผู้ป่วยจะต้องพักฟื้นจากการผ่าตัดเป็นเวลาหลายสัปดาห์
5. การจัดฟัน : เมื่อผู้ป่วยหายดีแล้ว ทันตแพทย์จัดฟันจะใส่เครื่องมือจัดฟันเพื่อจัดเรียงฟันให้ถูกต้อง
ความเสี่ยงของการผ่าตัดขากรรไกรก่อนจัดฟัน
• การติดเชื้อ : การติดเชื้อเป็นภาวะแทรกซ้อนที่พบบ่อยของการผ่าตัดใดๆ
• การบาดเจ็บของเส้นประสาท : การผ่าตัดอาจทำให้เส้นประสาทที่อยู่ใกล้เคียงกับขากรรไกรได้รับความเสียหาย ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดอาการชาหรือความรู้สึกเสียวซ่า
• ปัญหาการกัด : ผู้ป่วยอาจประสบปัญหาการกัดหลังการผ่าตัด
• ความไม่สมดุลของใบหน้า : ใบหน้าของผู้ป่วยอาจไม่สมดุลหลังการผ่าตัด
• อาการชา : ผู้ป่วยอาจรู้สึกชาบริเวณริมฝีปากและคางหลังการผ่าตัด
การผ่าตัดขากรรไกรก่อนจัดฟันเหมาะสำหรับใคร : การผ่าตัดขากรรไกรก่อนจัดฟันเหมาะสำหรับผู้ที่มีความผิดปกติของโครงสร้างขากรรไกรที่รุนแรง กรณีเหล่านี้มักรวมถึง:
• การสบฟันผิดปกติ : ขากรรไกรที่ยื่นออกมา คางยื่น ฟันไม่สบกัน
• ความผิดปกติของรูปหน้า : ใบหน้าเบี้ยว ใบหน้าไม่สมมาตร
• ปัญหาการหายใจ : หายใจลำบากขณะนอนหลับ
• ปัญหาการเคี้ยว : เคี้ยวอาหารลำบาก
เครื่องมือคงสภาพฟัน หรือ รีเทนเนอร์ (Retainer) คือ อุปกรณ์ที่ช่วยให้ฟันที่จัดใหม่ยังคงเรียงตัวสวยตามระเบียบ ป้องกันฟันล้ม หรือฟันเคลื่อนตัวหลังการจัดฟัน คนที่กำลังจัดฟันอยู่ หรือจัดฟันใกล้เสร็จแล้ว คงทราบว่าหลังจัดฟันเสร็จขั้นตอนต่อไป ผู้ที่ถอดเครื่องมือจัดฟันออกแล้ว จำเป็นต้องใส่อย่างสม่ำเสมอตามคำแนะนำของทันตแพทย์ หากไม่ปฏิบัติตามก็มีโอกาสฟันล้ม ฟันเก หรือฟันห่างได้

รูปแบบรีเทนเนอร์ มีทั้งหมด 2 แบบ ดังนี้
1.รีเทนเนอร์แบบลวด มีโครงเป็นอะคริลิคสีบริเวณเพดานปาก ขนาดพอดีกับเพดานปาก ด้านหน้าเป็นลวดโลหะสำหรับครอบซี่ฟันเพื่อป้องกันฟันเคลื่อนตัว ควรใส่ไว้ตลอด ถอดออกเฉพาะแปรงฟันและตอนรับปประทานอาหาร รีเทนเนอร์แบบลวดมีอายุการใช้งานประมาณ 2-3 ปี ทำความสะอาดง่าย คงสภาพฟันและการสบฟันได้ดี ทันตแพทย์สามารถปรับแต่งแก้ไขได้ง่าย คนไข้สามารถเลือกสีสันของอะคริลิคที่ฐานได้ บางท่านอาจจะชอบ แต่เนื่องจากการมีฐานอะคริลิค จึงทำให้รู้สึกเทอะทะ และรบกวนการออกเสียงในช่วงแรก ใส่แล้วยิ้มยังเห็นลวด

2.รีเทนเนอร์แบบใส ทำจากพลาสติกใสชนิดพิเศษ สามารถใส่และถอดออกได้ง่าย ใส่แล้วดูเป็นธรรมชาติ ล้อมฟันโดยรอบทั้งด้านนอกและด้านใน สามารถล็อคฟันไว้ทุกตำแหน่งให้คงสภาพดีกว่าแบบลวด ใส่แล้วไม่รบกวนการออกเสียง แต่ถ้าไม่สวมทุกวัน ฟันจะมีการเปลี่ยนแปลง ทำให้ใส่รีเทนเนอร์กลับไม่ได้ ทำให้ต้องเสียเงินเสียเวลาไปทำใหม่ เพราะรีเทนเนอร์แบบใสแก้ไขไม่ได้ และในการทำความสะอาด รีเทนเนอร์แบบใสจะทำความสะอาดได้ยากกว่าแบบลวด และ เสี่ยงต่อการตกแล้วแตกได้นอกจากการใส่

ทำไมต้องใส่รีเทนเนอร์?
หลังจากถอดเครื่องมือจัดฟันแล้ว ฟันยังไม่ได้อยู่นิ่งถาวรทันที แม้ภายนอกจะดูเรียงสวยแล้วก็ตาม แต่ภายในกระดูกและเนื้อเยื่อรอบ ๆ ฟันยังคงอยู่ในช่วงที่ต้องปรับตัว และมีโอกาสที่ฟันจะขยับกลับไปยังตำแหน่งเดิมได้ง่ายมาก การใส่รีเทนเนอร์จึงเป็นขั้นตอนสำคัญที่ช่วยคงตำแหน่งฟันให้คงที่ เพราะรีเทนเนอร์จะทำหน้าที่ประคองฟันไว้ในตำแหน่งที่ถูกต้อง ให้กระดูกใหม่ที่อยู่รอบรากฟันมีเวลาฟื้นตัวและแข็งแรงพอที่จะยึดฟันให้นิ่งอย่างถาวร
ประโยชน์ของรีเทนเนอร์
รีเทนเนอร์ยังช่วยป้องกันปัญหาฟันล้ม ฟันซ้อน หรือการเรียงตัวเริ่มผิดรูปหลังจัดฟัน ซึ่งเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้กับทุกคนหากไม่ได้ใส่อย่างสม่ำเสมอ นอกจากนี้ยังช่วยรักษาผลลัพธ์การจัดฟันที่คนไข้ลงทุนทั้งเวลาและค่าใช้จ่ายไว้ให้ยาวนานที่สุด โดยไม่ต้องกลับมาแก้ไขหรือจัดฟันใหม่ในอนาคต การใส่รีเทนเนอร์จึงไม่ใช่เพียงขั้นตอนเสริม แต่เป็นส่วนหนึ่งของการรักษาที่มีความสำคัญพอ ๆ กับการจัดฟันในช่วงแรก เพื่อให้ฟันเรียงสวยอยู่กับเราได้อย่างมั่นใจในระยะยาว
รีเทนเนอร์ แบบไหน?เหมาะกับเรา
หลังจากถอดเครื่องมือจัดฟัน สิ่งสำคัญที่สุดคือการเลือกรีเทนเนอร์ให้เหมาะกับลักษณะฟันและไลฟ์สไตล์ของแต่ละคน เพราะรีเทนเนอร์แต่ละแบบมีความต่างทั้งด้านความทนทาน ความสวยงาม และการดูแลรักษา ซึ่งสามารถส่งผลต่อ “ความต่อเนื่องในการใส่” และ “ผลลัพธ์ฟันหลังจัด” ได้โดยตรง
ถ้าคุณให้ความสำคัญกับความสวยงาม รีเทนเนอร์ใสจะเหมาะกว่า เพราะโปร่งใส มองแทบไม่เห็น เหมาะกับคนทำงานพบปะลูกค้า ถ่ายรูปบ่อย หรือคนที่อยากใส่รีเทนเนอร์แบบไม่ให้ใครสังเกต แต่ต้องเป็นคนที่ระวังของหายหรือแตกง่าย เพราะวัสดุแบบใสบางกว่าลวด และต้องเปลี่ยนใหม่เมื่อเริ่มหลวม
ถ้าคุณต้องการความทนทาน ใช้งานได้นาน รีเทนเนอร์ลวดเป็นตัวเลือกที่ดี เพราะแข็งแรงมาก ไม่แตกง่าย และหมอสามารถดัดลวดเพื่อช่วยควบคุมฟันได้หากมีการขยับเล็กน้อย เหมาะกับเด็กวัยเรียน ผู้ที่ใช้ของไม่ค่อยระวัง หรือผู้ที่ฟันยังไม่นิ่งดีหลังถอดเครื่องมือใหม่ ๆ
ถ้าคุณเป็นคนที่ลืมง่าย หรือไม่อยากใส่ถอดทั้งวัน อาจเหมาะกับ “รีเทนเนอร์ติดแน่น (Fixed Retainer)” ซึ่งเป็นลวดเส้นเล็กติดด้านหลังฟันหน้า มองไม่เห็นและไม่ต้องถอด แต่ต้องดูแลความสะอาดมากกว่าปกติ เพราะคราบสะสมง่าย เหมาะกับคนที่ฟันซ้อนมาก่อนและมีโอกาสฟันล้มสูง

ต้องใส่นานแค่ไหน?

ช่วง 6–12 เดือนแรก : เป็นช่วงที่ฟันขยับกลับง่ายที่สุด ต้องใส่ “ตลอดเวลา” ถอดเฉพาะเวลาอาหารและแปรงฟันเท่านั้น
หลัง 1 ปีขึ้นไป : เมื่อฟันเริ่มนิ่งขึ้น สามารถลดเป็นใส่เฉพาะ “ก่อนนอนทุกคืน” แต่ยังต้องใส่อย่างสม่ำเสมอ เพราะฟันสามารถขยับได้ตลอดชีวิต ไม่ว่าจะจัดฟันมานานแค่ไหน
ในระยะยาว : ทันตแพทย์ทั่วโลกแนะนำว่า หากต้องการให้ฟันสวยนานที่สุด ควรใส่รีเทนเนอร์ “ตลอดชีวิต” ในระดับใส่นอน เพราะเป็นวิธีเดียวที่ป้องกันการล้ม ขยับ หรือเกออกด้านหน้าได้ดีที่สุด
คำแนะนำในใส่รีเทนเนอร์ที่ถูกต้อง
การดูแลรักษาความสะอาดรีเทนเนอร์อย่างถูกต้อง
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการจัดฟันร่วมกับการผ่าตัดขากรรไกร
1. ใช้เวลารักษานานแค่ไหน?
ระยะเวลาการรักษาโดยรวมจะขึ้นอยู่กับความซับซ้อนของปัญหา โดยทั่วไปใช้เวลาประมาณ 1-2 ปี
2. เจ็บไหม?
ผู้ป่วยจะได้รับยาสลบระหว่างการผ่าตัด หลังผ่าตัดอาจรู้สึกเจ็บปวดเล็กน้อย แพทย์จะสั่งยาแก้ปวดให้
3. ผลข้างเคียงมีอะไรบ้าง?
ผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น ได้แก่
• อาการบวม
• อาการช้ำ
• การติดเชื้อ
• อาการชาบริเวณริมฝีปากและคาง
• ปัญหาการสบฟัน
• ความไม่สมดุลของใบหน้า
4. ค่าใช้จ่ายประมาณเท่าไหร่?
ค่าใช้จ่ายจะขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น สถานที่รักษา ความซับซ้อนของปัญหา ประเภทของวัสดุที่ใช้ โดยทั่วไปมีค่าใช้จ่ายสูง
5. ควรเตรียมตัวอย่างไรก่อนการผ่าตัด?
• แจ้งแพทย์เกี่ยวกับยาหรืออาหารเสริมที่ทานเป็นประจำ
• งดสูบบุหรี่และดื่มแอลกอฮอล์
• เตรียมอาหารเหลวสำหรับทานหลังผ่าตัด
• หาคนมาดูแลหลังผ่าตัด
6. หลังผ่าตัดต้องดูแลตัวเองอย่างไร?
• ทานอาหารเหลวในช่วง 1-2 สัปดาห์แรก
• ประคบเย็นเพื่อลดอาการบวม
• รับประทานยาตามที่แพทย์สั่ง
• แปรงฟันและบ้วนปากด้วยน้ำเกลือหลังทานอาหารทุกมื้อ
• พักผ่อนให้เพียงพอ
• หลีกเลี่ยงกิจกรรมหนัก
7. ผลลัพธ์จะคงอยู่ถาวรหรือไม่?
ผลลัพธ์จะคงอยู่ถาวร ขึ้นอยู่กับการดูแลรักษาหลังผ่าตัด

18 ธันวาคม 2568
ผู้ชม 2416 ครั้ง